สหบิวตี้ สินค้าของแท้ ส่งจริง ส่งเร็วทุกรายการ  เพื่อความรวดเร็วในการจัดส่ง กรุณาสอบถามราคาก่อนโอนเงินนะคะ 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/01/2012
อัพเดท3/12/2018
ผู้เข้าชม714379
แสดงหน้า831196
สินค้า
ปฎิทิน
December 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
      
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
     
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
บทความ
วิชาการ
ดูแลผิวพรรณ
หน้ามัน รูขุมขนกว้าง เป็นสิว ทำไงดี จะรักษาได้ยังไง
ฟื้นฟูผิวไหม้แดด
ทาครีมกันแดดซ้ำๆช่วยผิวสว่างไสว
บทความทั่วไป
รู้ไว ตายช้า “เบาหวานลงไต” โรคที่คนไทยต้องระวัง
พรบ.ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558
นอนดึกตื่นสายทำลายภูิมิคุ้มกันของร่างกาย
สุขภาพ
“มะเฟือง” มีกรดออกซาลิค อันตรายต่อไต
6 วิตามินเสริม ปราบ วัยทอง
เมื่อต่อมไทรอยด์ ทำงานไม่เป็นปกติ
โรคไตเรื้อรัง อีกหนึ่งโรคที่ต้องเฝ้าระวัง
สาระความรู้เรื่องโรคไต
ปัญจขันธ์(เจียวกู้หลาน) ปรับความสมดุลของความดันเลือดฯ
“ดีท็อกซ์’ ล้างสารพิษ
เข่าเสื่อม
โรคอัลไซเมอร์
โรคข้อเสื่อมคืออะไร? ทำไมถึงเป็น
โรคอ้วนในวัยทอง ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม
น้ำคั้นหัวบีทรู้ท ลดความดันได้ชะงัด
ปวดกระดูก สัญญาณเตือน "โรคข้อเสื่อม"
เสริมแคลเซียมให้เหมาะกับวัย
สุขภาพดี..เรื่อง กล้วยกล้วย
ความจำดีต้องเริ่มที่สมอง
ดับร้อน ป้องกันการช็อคแดด ด้วยผลไม้ไทย
สิ่งที่คุณคิด...ผิดหรือถูก
"เวลา" สัมพันธ์กับการนอนอย่างไร
ง่วงนอนตลอดเวลา
ความเคยชิน 5 ประการที่เร่งการเพิ่มเซลลูไลท์
เสริมบุคลิก
เคล็ดลับทำผมเก๋ๆแบบง่ายๆแต่น่ารัก
เสื้อผ้าลายพริ้นท์ สวยได้ตามอารมณ์
เลือกสีรองเท้า..เข้ากับเสื้อผ้า
สีเล็บ บ่งบอกตัวคุณ
เสื้อผ้าที่ใส่...บอกอารมณ์คุณ
ผมสวย ผมเสีย ดูแลผม
ดัดผมดิจิตอลเพิร์ม สปาเพิร์มหรือดัดไฟฟ้าต่างกันหรือไม่
รังแค
ผมดัดสั้นน่ารัก
วิธีดูแลผมดัด
เซ็ทผมสั้นออกงาน
รูปหน้าของคุณเหมาะกับผมทรงไหน
ลดน้ำหนัก
วิธีลดน้ำหนัก กินมื้อเย็น แต่หุ่นเป๊ะเวอร์!

สาระความรู้เรื่องโรคไต

อ่าน 518
สาระความรู้เรื่องโรคไต
คู่มือผู้ป่วย: การรักษา โรคไตวายเรื้อรังจากโรคเบาหวาน

วิธีการใช้คู่มือเล่มนี้
                บางทีงานที่ยากมากที่สุดของคนทั่วไปที่มีปัญหาความเจ็บป่วยรุนแรง คือ การค้นหาและรวบรวมข้อมูลที่ไม่มีอคติ ข้อมูลที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ให้ได้มากพอที่จะตัดสินใจทางเลือกที่ยากแก่การตัดสินใจได้ ดังเช่นผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานที่มีอาการต่างๆ แย่ลง รวมทั้งจำเป็นต้องเตรียมตัวและปรับตัวให้ได้กับภาวะไตวาย ผู้ป่วยจะมีความกลัวและหวั่นวิตกอย่างมาก คู่มือนี้จะช่วยให้การเผชิญหน้ากับความจริงที่ไม่ปรารถนานี้ได้ง่ายขึ้น ท่านควรรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคและการดูแลรักษาโรคที่ท่านเป็นอยู่ เราพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับคำแนะนำอย่างดีจะกลับมาเป็นผู้สนับสนุนต่อทีมผู้ให้บริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                การอ่านคู่มือนี้ ควรเตรียมปากกาและกระดาษให้พร้อม เพื่อไว้เขียนคำถามของท่าน จดคำหรือเนื้อหาที่ท่านยังสับสน เพื่อเอาไว้ถามแพทย์ของท่านในวันนัดตรวจ ทีมผู้ให้บริการสุขภาพของท่านพร้อมเสมอที่จะอธิบายข้อสงสัยแก่ท่าน
                เพื่อให้เข้าใจได้เร็วขึ้นว่า การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมคืออะไร การล้างไตทางช่องท้องคืออะไร ให้ท่านขอดูผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวในสถานพยาบาลที่ดูแลท่าน มีการจัดกลุ่มที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยในบรุ๊คลิน ชื่อว่า “ผู้ป่วยช่วยผู้ป่วย” สมาชิกกลุ่มเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการผ่าตัดปลูกไตแล้วทั้งหมด ตัวแทนของกลุ่มนี้ที่เคยรักษาด้วยวิธีการล้างไตมาก่อน ยินดีที่จะตอบคำถามทางโทรศัพท์หรือนัดพบเพื่อตอบคำถามในรายละเอียด การบริการแบบนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่รู้สึกสิ้นหวัง เดียวดาย สับสน โกรธ และซึมเศร้าให้มีกำลังใจดีขึ้น

 
ที่มา
                ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมีสาเหตุจากโรคเบาหวานมากที่สุด ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายหมายถึง ภาวะที่ไตไม่สามารถทำงานได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย การฟอกเลือด การล้างไตทางช่องท้อง หรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไต เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่จ่ายโดยรัฐบาลกลางผ่านทางองค์กรเมดิแคร์ ผู้ป่วยเบาหวานคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 33 ของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่จ่ายโดยองค์กรเมดิแคร์ การรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมีวิวัฒนาการในทางที่ดีขึ้นตลอดมา
 
ชนิดของโรคเบาหวาน
                ชาวอเมริกันประมาณ 17 ล้านคนเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนั้นแล้วยังมีโรคเบาหวานซ่อนเร้นที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานอีกเกือบ 6 ล้านคน เนื่องจากมีการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่คาดว่าจะมีสุขภาพปกติตั้งแต่รัฐอลาสกาถึงฮาวาย พบว่าส่วนหนึ่งมีผลเลือดแสดงว่าเป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานมีอาการได้หลากหลาย ร่วมกับตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวานแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

                เบาหวานชนิดที่ 1  หรือเบาหวานที่ต้องใช้อินซูลินรักษา หรือเบาหวานในเด็ก พบได้ร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากการสร้างอินซูลินที่ลดลงอย่างมาก อินซูลินถูกสร้างโดยเบต้าเซลที่ตับอ่อน ตับอ่อนเป็นอวัยวะรูปสามเหลี่ยมแนวยาว อยู่ที่หน้าท้องด้านซ้ายระดับเอว ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงอายุ 35 ปี กลไกการเกิดโรคเริ่มจากมีกลไกทางอิมมูนเข้าทำลายเซลผลิตอินซูลินในตับอ่อน หลังจากนั้นอีกหลายเดือนถึงหลายปี จึงเริ่มมีอาการของเบาหวาน กลไกทางอิมมูนนี้พบว่ามีความสัมพันธ์กับพันธุกรรม โดยพบบ่อยในผู้ป่วยที่มีลักษณะเนื้อเยื่อชนิดดีอาร์สามและดีอาร์สี่
                เบาหวานชนิดที่ 2 หรือเบาหวานในผู้ใหญ่ พบได้ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยเบาหวาน มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยอายุมากกว่า 40 ปี น้ำหนักเกิน และมีประวัติเบาหวานในครอบครัว เบาหวานชนิดนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ คู่แฝดเหมือนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนัก สามารถใช้ร่วมกันรักษาเบาหวานชนิดนี้อย่างได้ผล ถ้าระดับน้ำตาลยังไม่ลดก็ต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด บางรายถ้ายังไม่ได้ผลอีก ก็ต้องใช้อินซูลิน
 
โรคไตในผู้ป่วยเบาหวาน
                เส้นเลือดแดงเป็นส่วนของร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากโรคเบาหวานมากที่สุด เมื่อผลกระทบนั้นเกิดกับเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ จะเรียกว่า ภาวะเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่เสื่อม ซึ่งจะทำให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ อัมพาตจากเส้นเลือดสมองตีบ ต้องตัดขาจากเส้นเลือดเลี้ยงปลายขาตีบ และเลือดเลี้ยงไตน้อยลงจากเส้นเลือดไตตีบ ถ้าผลกระทบนั้นเกิดกับเส้นเลือดแดงขนาดเล็ก จะเรียกว่า ภาวะเส้นเลือดแดงขนาดเล็กเสื่อม ซึ่งจะทำให้เกิดการมองเห็นเสื่อมลงจากโรคจอประสาทตาเสื่อม การขับของเสียและเกลือแร่ลดลงจากโรคไตวาย
                กลไกที่ทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ เหล่านี้ยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนทั้งหมด อย่างไรก็ตามเราทราบแน่ชัดว่า ระดับน้ำตาลในเลือดในระดับสูงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนที่สำคัญในร่างกายหลายชนิด เช่น อัลบูมิน ฮีโมโกลบิน โดยมีการเพิ่มโมเลกุลของน้ำตาลเข้าไปในโครงสร้างของโปรตีน โดยขบวนการที่เรียกว่า ไกลโคซิลเลชั่น ซึ่งเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีนอย่างถาวร เราสามารถใช้การเกิดไกลโคซิลเลชั่นของฮีโมโกลบินเพื่อประเมินระดับน้ำตาลในเลือดในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา และนำผลดังกล่าวเพื่อใช้ปรับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดหรืออินซูลิน บางท่านเชื่อว่าการเกิดไกลโคซิลเลชั่นเป็นกลไกหลักอันเดียวที่ทำให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน อย่างไรก็ตามมีหลักฐานอื่นอีกมากที่บ่งว่ายังมีกลไกอื่นที่ทำให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมลงเช่นกัน บทบาทของภาวะความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะต่อเส้นเลือดขนาดเล็กระดับเส้นเลือดฝอยกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา
 

ความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
                หลังจากเริ่มเกิดโรคเบาหวาน อาจเป็นระยะเวลาหลายปี ผู้ป่วยจึงจะปรากฎอาการของโรคไตหรือปัญหาทางตา การกรองของเสียของไตในระยะแรกจะเพิ่มสูงกว่าปกติในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อัตราการกรองของเสียของไตจะวัดโดยวิธีศึกษาอัตราขจัดของสารครีอะตินีน ซึ่งหมายถึง ปริมาณครีอะตินีน (ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญของโปรตีน) ที่ถูกขจัดออกจากเลือดในระยะเวลาหนึ่ง อัตราการขจัดครีอะตินีนบอกให้ทราบว่าไตยังทำงานดีอยู่หรือไม่
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในระยะแรก เส้นเลือดฝอยที่จอประสาทตาอาจเกิดรอยรั่ว ทำให้เลือดเข้าไปในวุ้นภายในลูกตาได้ ในหนูทดลองที่ทำให้เป็นเบาหวานโดยการทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อน จะตรวจพบว่าความดันของเส้นเลือดฝอยของไตและตาสูงขึ้นมาก การเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทำให้ความดันและความเร็วเลือดเพิ่มสูงขึ้นในเส้นเลือดฝอยที่ไตและตา การเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดเป็นอีกกลไกหนึ่งที่อธิบายการเกิดภาวะเส้นเลือดแดงขนาดเล็กเสื่อม ความดันและความเร็วเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นนี้นำไปสู่การหนาตัวของเส้นเลือด มีเซลล์ต่างๆ เพิ่มขึ้นภายในผนังเส้นเลือด การทำงานของอวัยวะเสื่อมลงนำไปสู่การมองเห็นเสื่อมลงและโรคไตวาย ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากการทดลองในหนูที่เป็นเบาหวาน ที่ควบคุมความดันโลหิตที่ไตให้เป็นปกติ แต่ระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงอยู่ พบว่าสามารถป้องกันภาวะไตวายได้
                แม้ว่าสาเหตุการเกิดความผิดปกติของเส้นเลือดยังไม่ชัดเจนว่า เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง หรือจากความผิดปกติของการไหลเวียนของเลือด วิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ดีที่สุด คือ ให้ความสำคัญกับการรักษาภาวะดังกล่าวทั้งสอง การรักษาโดยการใช้ยาควรพยายามให้ระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตกลับมาอยู่ในระดับปกติ  สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาขนาดใหญ่เพื่อศึกษาผลของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวดต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน พบว่ายิ่งคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงค่าปกติ ยิ่งทำให้ภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา และระบบประสาทน้อยลง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลของการควบคุมระดับความดันโลหิตน่าจะมีความสำคัญเช่นเดียวกัน

 
การพยากรณ์ว่าจะเกิดภาวะโรคไตจากเบาหวานหรือไม่
                โรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 สามารถทำให้เกิดโรคไตได้ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนที่จะเกิดโรคไตวาย จะเป็นการดีถ้าสามารถพยากรณ์ได้ว่าผู้ป่วยเบาหวานคนใดที่จะเกิดโรคไต คนทั่วไปมีโปรตีนอัลบูมินออกมาในปัสสาวะในปริมาณน้อยมาก เมื่อปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง เพิ่มสูงอยู่ระหว่าง 26-250 มิลลิกรัม (แม้ว่ายังคงเป็นปริมาณที่น้อยมากแต่มากกว่าปกติ) จะเรียกว่าผู้ป่วยมีภาวะอัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำ
                ภาวะอัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำนี้เกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 การตรวจทางห้องปฏิบัติการมาตรฐานทั่วไปไม่สามารถตรวจพบปริมาณโปรตีนที่น้อยมากขนาดนี้ได้ (อัลบูมินเป็นส่วนประกอบประมาณครึ่งหนึ่งของโปรตีนในปัสสาวะ) คนปกติจะขับอัลบูมินในปัสสาวะ 2.5-26 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง (ค่าเฉลี่ยคือ 9.5 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง และร้อยละ 92 ของคนปกติ จะมีค่าน้อยกว่า 18 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง) การใช้แผ่นตรวจระดับโปรตีนในปัสสาวะไม่สามารถตรวจระดับโปรตีนที่น้อยกว่า 250 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีภาวะอัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำ มักจะเกิดภาวะไตวายตามมา สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมานานมากกว่า 30 ปี และผลการตรวจด้วยแผ่นตรวจโปรตีนในปัสสาวะยังคงเป็นลบ มักจะไม่เกิดโรคไตจากเบาหวานในอนาคต
                ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่าควรตรวจระวังโรคไตด้วยการตรวจอัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำกับผู้ป่วยเบาหวานทุกคนที่ได้รับการควบคุมน้ำตาลและความดันโลหิตอย่างเข้มงวดหรือไม่ บางท่านมีความเห็นว่า การใช้การตรวจอัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำเป็นตัวพยากรณ์โรคไตนั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน และยังไม่สามารถเชื่อถือได้ รวมทั้งน่าจะเหมาะสมที่จะควบคุมทางเมตาบอลิกให้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทุกราย จนกว่าเรารู้ถึงผลของการควบคุมน้ำตาลอย่างเข้มงวดต่อปัญหาแทรกซ้อนหลักของเบาหวาน
 

ระยะของโรคไตจากเบาหวาน
                ผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคไตจากเบาหวานจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายขั้นสุดท้าย คำถามคือว่า จะใช้ระยะเวลานานเท่าไร ตั้งแต่เริ่มเป็นเบาหวานจนกระทั่งเกิดไตวาย โดยทั่วไปผู้ป่วยเบาหวานที่เริ่มเป็นตอนอายุมากกว่าจะเริ่มมีภาวะไตวายได้เร็วกว่า ภาวะของเสียคั่งในเลือดเป็นผลจากการที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่ขจัดของเสียออกจากร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้ของเสียคั่งค้างอยู่ในเลือด ผู้ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่เด็กมักจะยังไม่เกิดภาวะของเสียคั่งในเลือดในระยะ 20 ปีหรือกว่านั้น ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เริ่มเป็นเมื่ออายุ 50 ปี อาจเกิดภาวะไตวายและเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายได้ภายใน 10 ปีหรือน้อยกว่านั้น การตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะเป็นสิ่งบ่งชี้ที่สำคัญที่สุดที่บ่งว่าเกิดโรคไตจากเบาหวานแล้ว เมื่อตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะควรตรวจดูการทำงานของไตและประเมินอัตราการกรองของเสียของไตด้วย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มักจะตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะหลังจาก 10-15 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะได้ภายใน 5 ปี ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องใช้อินซูลินจะมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะภายใน 20 ปี ผู้ป่วยที่เริ่มมีโรคไตจากเบาหวาน จะเริ่มจากระยะแรกที่ตรวจปัสสาวะพบอัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำ จากนั้นระดับโปรตีนในปัสสาวะจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีโปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 3.5 กรัมต่อวัน เมื่อมีโปรตีนออกมาในปัสสาวะปริมาณมากขนาดนี้ จะทำให้โปรตีนในเลือดลดต่ำลงจนเกิดอาการเนฟโฟรติก คือ มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะจำนวนมาก ระดับโปรตีนในเลือดต่ำ และมีอาการบวม ในระยะนี้ผู้ป่วยจะค่อยๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
                ผู้ป่วยเบาหวานสามารถเกิดโรคไตชนิดอื่นที่ไม่ได้มีสาเหตุจากเบาหวาน เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับคนปกติทั่วไป แต่ถ้าผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมานานกว่า 10 ปี และมีโปรตีนรั่วในปัสาวะปริมาณมาก การวินิจฉัยเบื้องต้นน่าจะเป็นโรคไตจากเบาหวานมากกว่าโรคไตชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยมีประวัติโปรตีนในปัสสาวะเริ่มจาก อัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำ แล้วระดับโปรตีนในปัสสาวะค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนเกิดอาการเนฟโฟรติก จะทำให้การวินิจฉัยว่าโรคไตนั้นเป็นจากเบาหวานมั่นใจยิ่งขึ้น

 
โรคไตวาย
                ในระยะแรกของเบาหวาน จะมีการทำงานของไตเพิ่มมากขึ้น แต่หลังจาก 10 ปี หรือกว่านั้น การทำงานของไตจะเริ่มแย่ลง เพราะเริ่มมีภาวะเส้นเลือดแดงขนาดเล็กเสื่อม หลอดเลือดฝอยของไตเสื่อม โรคไตในผู้ป่วยเบาหวานเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของผู้ป่วยเบาหวาน เส้นทางของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เริ่มจาก มีอัลบูมินในปัสสาวะระดับต่ำ โปรตีนในปัสสาวะเพิ่มขึ้นจนตรวจพบโดยแผ่นตรวจ จากนั้นเริ่มมีภาวะไตวาย จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ระยะเวลาของแต่ละช่วงยังไม่ทราบชัดเจน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก็เป็นเช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 การตรวจชิ้นเนื้อไตทางพยาธิวิทยา (โดยการตัดเนื้อเยื่อไตชิ้นเล็กๆ นำไปส่องกล้องจุลทรรศน์) ในระยะต่างๆ นั้น ไม่มีการศึกษาในคน รวมทั้งไม่สามารถใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อแยกลักษณะการดำเนินโรคของเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 เนื่องจากการศึกษาในอดีต ไม่ได้แยกแยะข้อมูลระหว่างเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 การศึกษาในสัตว์ทดลองซึ่งทำให้เกิดโรคเบาหวาน ทำให้สามารถเข้าใจโรคเบาหวานได้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่เหมือนที่เกิดขึ้นในคนทีเดียว
 
อาการของโรคไต
                เราไม่ทราบว่าเบาหวานทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ) เพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะมักจะมีความรุนแรงขึ้น เช่นเกิดฝีที่ไต หรือติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ขณะที่การทำงานของไตเสื่อมลง ผู้ป่วยเบาหวานบางคนอาจมีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำซากที่ยากต่อการรักษา อาการของการติดเชื้อ ได้แก่ ไข้ ปัสสาวะแสบขัด เบื่ออาหาร
                หลังจากผู้ป่วยเริ่มมีอาการบวมเนื่องจากระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะเริ่มมีการทำงานของไตเสื่อมลง ซึ่งประเมินได้จากการวัดอัตราการขจัดครีอะตินิน หรือ ตรวจระดับยูเรียและครีอะตินินในเลือด เมื่ออัตราการขจัดครีอะตินินลดลงเหลือ 20 มิลลิลิตรต่อนาที (ค่าปกติ คือ 120 มิลลิลิตรต่อนาที) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของโรคไตวาย เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลียง่าย กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ทนหนาวไม่ได้ คันตามตัว ผิวหนังเกิดจ้ำเลือดได้ง่าย คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกตามไรฟันหรือทางทวาร ไม่มีสมาธิ หลับไม่หลับหรือนอนหลับเวลากลางวันแต่ตื่นเวลากลางคืน
                ถ้าเทียบโรคไตวายในระดับเดียวกัน ผู้ป่วยไตวายที่เกิดจากโรคเบาหวานจะมีอาการมากกว่าผู้ป่วยไตวายจากสาเหตุอื่น ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอัตราการกรองของเสียต่ำกว่า 20 มิลลิลิตรต่อนาที จะเริ่มมีอาการเจ็บป่วยต่างๆ มาก ผอมลง ซึมเศร้าได้ ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมักต้องเริ่มการรักษาด้วยการล้างไต เร็วกว่าผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน เพราะมักมีปัญหาด้านหัวใจร่วมอยู่ด้วย ผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวานอาจจะยังไม่ต้องทำการฟอกเลือด ตราบเท่าที่ยังมีอัตราการขจัดครีอะตินินมากกว่า 5 มิลลิลิตรต่อนาที (ประมาณระดับครีอะตินินในเลือด 10-15 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานที่มีอัตราการขจัดครีอะตินินน้อยกว่า 10 มิลลิลิตรต่อนาที (ประมาณระดับครีอะตินินในเลือด 5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) มักจะมีอาการเจ็บป่วยมากเกินไปที่จะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่ทำการล้างไต ทีมแพทย์พยาบาลผู้ดูแลจะเริ่มให้การรักษาด้วยวิธีล้างไต ก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการจากโรคไตวายมากเกินไป

 
การชะลอการดำเนินโรคของโรคไตวาย
วิธีการที่จะใช้ชะลอการดำเนินโรคของโรคไตวาย ประกอบด้วย
1. ควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ
2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ
3. ลดอาหารโปรตีนลง
 
1. ควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ
                เป็นที่แน่ชัดว่าความดันโลหิตสูงจะเป็นอันตรายต่อไต ตา หัวใจ และสมอง มียาหลายชนิดที่นำมาใช้เพื่อควบคุมความดันโลหิต เราเชื่อว่ายายับยั้งเอนไซม์ย่อยสารแองจิโอเทนซิน เช่น แคปโตพริล อีนาลาพริล เหมาะที่จะใช้ในผู้ป่วยเบาหวานกว่ายากลุ่มอื่น การใช้ยาต้านเบต้าในผู้ป่วยเบาหวานต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่แสดงอาการเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ยาขับปัสสาวะเช่น ฟูโรเซไมด์ สามารถที่จะใช้ร่วมกับยาขยายเส้นเลือดและยายับยั้งเอนไซม์ย่อยสารแองจิโอเทนซินได้ ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรได้รับการรักษาความดันโลหิตสูงจนกระทั่งกลับสู่ระดับปกติ (คือ 120/80 มิลลิลิตรปรอท) ถ้าผู้ป่วยเบาหวานยังมีสายตาดี ผู้ป่วยสามารถที่จะวัดความดันโลหิตด้วยตนเองได้ไม่ยากนัก
2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ
                ผู้ป่วยเบาหวานไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ 1 หรือ 2 ควรสามารถตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้ ผู้ป่วยที่ใช้อินซูลินจำเป็นที่จะต้องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้วด้วยตนเองวันละหลายครั้ง เนื่องจากการตรวจวัดระดับหาน้ำตาลในปัสสาวะ ไม่สามารถใช้ประเมินระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างถูกต้อง ผู้ป่วยที่ใช้อินซูลินมักมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและต่ำ แกว่งขึ้นลง การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะและเลือดที่ทำในเวลาเดียวกัน ผลอาจไม่ไปในทางเดียวกันได้ เนื่องจากการตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจปัสสาวะที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะก่อนหน้านี้เป็นเวลาชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง อีกหน้าที่หนึ่งของแพทย์พยาบาล คือ แนะนำคนไข้ให้รู้วิธีการตรวจวัดระดับน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้วที่ถูกต้อง เวลาในการตรวจและเมื่อได้ผลแล้วจะทำอย่างไร เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแล จากการศึกษาพบว่าการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวดสามารถชะลอการเกิดผลแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ตามการรักษาอย่างเข้มงวดอาจจะทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
                3. ลดอาหารโปรตีนลง
                การลดรับประทานอาหารโปรตีนลง ถูกนำมาศึกษาเพื่อใช้เป็นวิธีชะลอการดำเนินโรคของโรคไตวาย จากการศึกษาในหนูที่ถูกตัดไตออก 7 ส่วน ใน 8 ส่วน แล้วแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มให้อาหารโปรตีนสูง และอาหารโปรตีนต่ำ พบว่า การให้อาหารโปรตีนต่ำสามารถป้องกันหนูที่ถูกตัดไตบางส่วนไม่ให้ไตเสื่อมลงได้ ในคนปกติการรับประทานอาหารโปรตีนสูงจะทำให้ไตทำงานมากขึ้น ทำให้หน่วยไตเสื่อมลงเร็ว ดังนั้นการจำกัดอาหารโปรตีนสูงอาจช่วยให้ผู้ที่เริ่มมีการทำงานของไตที่เสื่อมลง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน มีความเสื่อมของไตช้าลง ศูนย์วิจัยทางการแพทย์หลายแห่งกำลังศึกษาถึงผลของการควบคุมอาหารโปรตีน จึงควรจำกัดอาหารโปรตีนลงเหลือ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในระหว่างที่รอผลการศึกษาวิจัย
 
ยาและวิธีการรักษาอื่นๆ
                ยาแอสไพริน วิตามินดีและอี ยาไดไพริดาโมน เพนท๊อกซีไฟรีน ซอร์บินิล อินไดเมธาซีน และการฝังเข็ม มีรายงานว่าอาจจะได้ประโยชน์บ้างในผู้ป่วยโรคไตบางกลุ่ม อย่างไรก็ตามยาและวิธีการดังกล่าวควรศึกษาวิจัยเพิ่มเติมโดยให้มีกลุ่มควบคุมศึกษาควบคู่ด้วย ก่อนที่จะได้รับการยอมรับเพื่อใช้โดยทั่วไป
 
ปัญหาอื่นในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตวาย
 
การดูแลรักษาตา
                ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตวายและเริ่มมีปัญหาการมองเห็นร่วมด้วย จะทำให้คุณภาพชีวิตและการดูแลฟื้นฟูสุขภาพยากลำบากขึ้น เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาตาบอดในคนอเมริกัน ผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าสู่ระยะไตวายเรื้อรังขั้นสุดท้าย ร้อยละ 96 จะมีปัญหาที่จอประสาทตา ร้อยละ 50 จะสูญเสียการมองเห็น ระดับน้ำตาลในเลือดที่แกว่งขึ้นลงอย่างมากซึ่งเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยเบาหวาน รวมทั้งของเสียที่คั่งค้างในร่างกาย จะทำให้ความยืดหยุ่นของเลนส์ตาเสียไป ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตวายด้วยต้องได้รับการดูแลโดยทีมจักษุแพทย์ที่มีความชำนาญด้าน การใช้เลเซอร์รักษาจอประสาทตา (โดยใช้แสงเลเซอร์ยิงจุดผิดปกติของจอประสาทตา) การตัดเนื้อเยื่อวุ้นในตา (โดยการตัดวุ้นภายในลูกตาออกเมื่อมีเลือดออกภายใน ทำให้วุ้นไม่ใสเหมือนปกติ) และการผ่าตัดเลนส์ตา (เพื่อแก้ไขต้อกระจก) เมื่อผู้ป่วยโรคไตวายได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยควรจะมีการมองเห็นที่ดีอย่างน้อยอีก 3 ปี หลังผ่าตัด ถ้าผู้ป่วยโรคไตวายนั้นได้รับการรักษาด้วยวิธีการฟอกเลือด ผู้ป่วยควรมีการมองเห็นที่ดีเช่นเดียวกัน
 
การดูแลรักษาเท้า
                ไม่ว่าจะดูแลรักษาไตดีและสมบูรณ์แบบเพียงใดก็ตาม ถ้าผู้ป่วยต้องถูกตัดขาก็ไม่ได้ประโยชน์ การดูแลรักษาเท้าจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาของแพทย์โรคไต ควรมีการตรวจเท้าอย่างสม่ำเสมอ รองเท้าที่สวมใส่ควรได้รับการตรวจสอบว่าเข้าได้ดีกับเท้าผู้ป่วย ปัญหาของเท้าแม้เพียงเล็กน้อย ถ้าสามารถตรวจพบได้ในระยะแรก ควรรีบรักษาไม่ให้ลุกลามเสียแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะสามารถป้องกันสูญเสียเท้าได้
 
ปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร
                ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีปัญหาท้องเสียได้ ซึ่งบางครั้งรุนแรงหรือเกิดขึ้นเวลากลางคืน ยาระงับถ่ายสามารถนำมาใช้รักษาได้ดี บางครั้งผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เนื่องจากเบาหวานสามารถทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารอ่อนแรง ถ้ากระเพาะอาหารบีบตัวไม่ดีอาหารก็จะไม่ถูกย่อยและดูดซึม เราอาจใช้ยาช่วยเพิ่มการทำงานของกระเพาะอาหารได้
 
ปัญหากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนแรง
                ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตประมาณร้อยละ 40 จะมีปัญหาเกี่ยวกับการขับปัสสาวะร่วมด้วย กล้ามเนื้อปัสสาวะอ่อนแรงบางส่วนหรือทั้งหมด จะทำให้การขับปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะให้หมดทำได้ยาก ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต ถ้ามีปัญหากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนแรงอาจทำให้ไตใหม่นั้นมีปัญหาได้ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยยาและบริหารกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้
 
โรคเส้นเลือดหัวใจ
                โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตวายและได้รับการรักษาด้วยการล้างไตหรือปลูกถ่ายไต เพื่อที่จะป้องกันอาการหัวใจวายเฉียบพลันและเพิ่มสมรรถนะของหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจด้านโรคไต อาจต้องตรวจสอบหัวใจโดยการวิ่งสายพาน หรือฉีดสีดูเส้นเลือดหัวใจร่วมด้วย ถ้าพบว่ามีโรคเส้นเลือดหัวใจ จะได้ให้การรักษาต่อไป เช่น ใช้สายสวนเพื่อขยายเส้นเลือดหัวใจ หรือผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ เพื่อที่จะให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไหลเวียนดีขึ้น
 
ทางเลือกของการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
                เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายขั้นสุดท้าย ผู้ป่วยควรร่วมตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา แพทย์และทีมงานที่ให้บริการสุขภาพ ผู้ป่วย ครอบครัวผู้ป่วย ควรร่วมปรึกษากันเพื่อที่จะช่วยกันเลือกวิธีการที่ดีที่สุดที่จะรักษาผู้ป่วยต่อไป วิธีการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ได้แก่
1. การฟอกเลือด
                การฟอกเลือดจะใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 3 ครั้ง โดยทำที่บ้านหรือที่ศูนย์ไตเทียมก็ได้ (ในประเทศไทย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 4 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ที่ศูนย์ไตเทียม) เครื่องไตเทียมจะใช้เพื่อขจัดของเสียออกจากเลือดผู้ป่วย ความสำคัญคือต้องทำการฟอกเลือดอย่างสม่ำเสมอเพื่อขจัดของเสียออกจากร่างกาย เพื่อให้สามารถแทงเข็มสำหรับการฟอกเลือดได้ (โดยแทงเข็มเพื่อนำเลือดไปสู่เครื่องไตเทียม และแทงอีกเข็มหนึ่งเพื่อนำเลือดที่ได้รับการฟอกแล้วกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย) ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดแดงเชื่อมกับเส้นเลือดดำที่บริเวณแขน การฟอกเลือดเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา
2. การล้างไตทางช่องท้อง
                ภายในช่องท้องจะบุด้วยเยื่อบุช่องท้องโดยรอบ ซึ่งสามารถให้เยื่อบุช่องท้องนี้เป็นตำแหน่งแลกเปลี่ยนของเสียออกจากเลือด การล้างไตทางช่องท้องทำได้หลายแบบ แต่ที่นิยมมากที่สุด คือ การล้างไตทางช่องท้องต่อเนื่องแบบผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยที่จะทำการล้างไตทางช่องท้องต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อวางท่อยางเพื่อนำน้ำยาล้างไตเข้าไปช่องท้อง เมื่อวางท่อยางเสร็จแล้ว ผู้ป่วยหรือญาติเปิดน้ำยาล้างไตเข้าช่องท้องทางท่อยาง ทิ้งน้ำยาล้างไตไว้ในช่องท้องเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง แล้วปล่อยน้ำยาล้างไตออก จากนั้นเติมน้ำยาล้างไตใหม่แทนที่เข้าไป การเปลี่ยนน้ำยาเช่นนี้มักทำวันละ 4 ครั้ง ทุกวันไม่มีวันหยุด  การทำในลักษณะต่อเนื่องเช่นนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของวิธีนี้ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยหรือญาติเบื่อหน่ายที่จะทำการล้างไต การล้างไตทางช่องท้องนี้เป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังขั้นสุดท้ายประมาณร้อยละ 12-14
3. การผ่าตัดปลูกถ่ายไต
                ผู้ป่วยโรคไตวายที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี การรักษาที่ดีคือการปลูกถ่ายไต ไตนั้นอาจจะได้รับการบริจาคไตข้างหนึ่งของญาติที่ยังมีชีวิต หรือได้รับบริจาคจากผู้เสียชีวิตก็ได้ ในปัจจุบันการผ่าตัดปลูกถ่ายไตมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีเสียด้วยซ้ำ เมื่อไตใหม่ถูกผ่าตัดในผู้ป่วยแล้ว แพทย์จะให้ยากดภูมิคุ้มกันอย่างแรง เพื่อป้องกันปฏิกิริยาต่อต้านไตใหม่ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของตัวผู้ป่วย ยากดภูมิคุ้มกันเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ เช่น เกิดการติดเชื้อ ก่อให้เกิดมะเร็ง หรือเป็นพิษต่อไตใหม่ ถ้าได้รับยาในขนาดสูงเกินไป
                การผ่าตัดปลูกถ่ายไตโดยการรับไตจากญาติที่ยังมีชีวิต เป็นวิธีการที่ดีที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถไปทำงาน ไปโรงเรียน ดูแลบ้าน และกลับสู่สภาวะปกติก่อนเป็นโรคไต ผลการรักษาของการผ่าตัดปลูกถ่ายไตโดยรับไตจากผู้เสียชีวิตในปัจจุบันดีขึ้นมากจนใกล้เคียงกับการรับไตจากญาติ เนื่องจากยากดภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ป่วยควรทราบด้วยว่าการปลูกถ่ายไตมีการใช้ยาเพรดนิโซโลนด้วย จากการศึกษาข้อมูลการลงทะเบียนของการปลูกถ่ายไตของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2528 พบว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยและอัตราการทำงานของไตใหม่ ไม่แตกต่างกันระหว่างผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน
 
การผ่าตัดปลูกถ่ายตับอ่อน
                ยังคงเป็นวิธีการรักษาที่ใหม่อยู่ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับอ่อนถูกนำมาใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในยุโรป โดยการผ่าตัดนำไตและตับอ่อนจากผู้เสียชีวิตให้แก่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี การผ่าตัดปลูกถ่ายตับอ่อนยังไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนกับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต การผ่าตัดปลูกถ่ายตับอ่อน ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้รักษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
 
การรักษาประคับประคอง
                บางครั้งผู้ป่วยเลือกใช้วิธีการรักษาแบบประคับประคองไปจนกว่าผู้ป่วยเสียชีวิต โดยไม่ขอรับการรักษาโดยการล้างไตหรือปลูกถ่ายไต การตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมีความซับซ้อน ครอบครัว สังคม และสถานะทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา เช่น การฟอกเลือดที่ทำที่บ้านคงไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่อยู่บ้านคนเดียวหรือตาบอด คำถามอื่นที่อาจนำมาพิจารณาเช่น ผู้ป่วยต้องการมีชีวิตยืนยาวต่อไปหรือไม่ ญาติของผู้ป่วยต้องการบริจาคไตให้หรือไม่ ทีมผู้ให้บริการสุขภาพต้องแยกแยะระหว่างภาวะซึมเศร้าและความประสงค์ที่ผู้ป่วยต้องการเสียชีวิตอย่างแท้จริงออกจากกัน การให้ผู้ป่วยได้เห็นผู้ป่วยรายอื่นที่ได้รับการรักษาและมีสุขภาพดีขึ้น อาจช่วยให้ผู้ป่วยเห็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังการรักษา การที่เน้นย้ำเรื่องการรักษามากจนเกินไป อาจทำให้ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการควบคุมอาหารหรือรับประทานยา และเกิดปัญหาตามมาได้
 
การดูแลรักษาเบาหวานแบบองค์รวม
                ขณะที่โรคไต โรคตา ความเสื่อมของเส้นเลือดและโรคหัวใจกำลังเสื่อมลง ผู้ป่วยอาจถูกนัดให้ตรวจกับแพทย์หลายท่าน โดยมีแพทย์ท่านหนึ่งเป็นคนรับผิดชอบหลักและประสานงานการรักษากับแพทย์ท่านอื่นๆ ขณะที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการต่างๆ มากขึ้น ผู้ป่วยควรทำใจไม่ให้ตกใจหรือสับสน ผู้ป่วยควรใช้กำลังใจที่มีอยู่พยายามที่จะทำให้สุขภาพกลับฟื้นขึ้นมา ผู้ป่วยควรมีหัวหน้าทีมแพทย์ที่จะเป็นผู้รวบรวมข้อแนะนำต่างๆ จากแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ หัวหน้าทีมแพทย์ควรอธิบายผลของการตรวจชนิดต่างๆ และแผนการรักษาให้กับผู้ป่วย เมื่อโรคไตวายเป็นมากขึ้น คำอธิบายของโรคต่างๆ ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดความเครียดต่อผู้ป่วย มีผู้ป่วยน้อยมากที่ไม่ต้องการรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองและผลการรักษาของแต่ละวิธี ผู้ป่วยซึ่งร่วมมือกับการรักษาจะสามารถควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากของการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ถ้าผู้ป่วยและแพทย์ร่วมมือกัน การควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดจะทำได้ง่าย อย่างไรก็ตามเมื่ออัตราการขจัดครีอะตินีนลดลงต่ำกว่า 10 มิลลิลิตรต่อนาที ผู้ป่วยจำต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการล้างไต
 
ความจริง
                ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า หลังจากเริ่มเป็นโรคไตจากเบาหวาน การรักษาที่ดีที่สุด คือ การผ่าตัดปลูกถ่ายไต หลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไต การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นมักเกิดจากโรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดสมองและโรคไต ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี และไม่มีข้อห้ามต่อการผ่าตัดหรือยากดภูมิคุ้มกัน จะได้รับคำแนะนำให้รักษาด้วยวิธีผ่าตัดปลูกถ่ายไต ข้อสงสัยจึงเกิดขึ้นว่า การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดปลูกถ่ายไตดีกว่าการฟอกเลือดหรือการล้างไตทางช่องท้องจริงหรือไม่ การผ่าตัดปลูกถ่ายไตสำเร็จไม่ได้มีผลต่อการรักษาโรคตา โรคเส้นเลือดที่ขา หรือโรคเบาหวาน ข้อเท็จจริงนี้ควรแจ้งให้ผู้ป่วยที่คิดจะผ่าตัดปลูกถ่ายไตทราบ เนื่องจากจำนวนไตบริจาคนั้นไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยต้องรอนาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้นทีมผู้ให้บริการสุขภาพและตัวผู้ป่วย ควรต้องคำนึงถึงวิธีการรักษาที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงและเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย
                ในอนาคตการรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตวายอาจมีความก้าวหน้ามากขึ้น บางทีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อาจหายได้ ถ้ามียากดภูมิคุ้มกันที่สามารถหยุดยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้ไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลิน ทำให้การสร้างอินซูลินเป็นไปตามปกติได้ เทคนิคที่ใช้ในการควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดอาจดีขึ้นมาก ทำให้ไม่เกิดผลเสียต่อเส้นเลือดแดงขนาดเล็กอีกต่อไป การรักษาโรคไตวายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อาจจะดีขึ้นมาก จนทำให้อวัยวะอื่นๆ ไม่เสื่อมลง
 
สัญญาณเตือนภัยของโรคไต
                อาการแสดงต่อไปนี้เป็นสัญญานเตือนภัย 7 ประการ ที่บ่งว่าอาจเริ่มมีปัญหาโรคไตได้
                1. บวมแขนขา หรือลำตัว
                2. บวมที่รอบตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก
                3. ปวดหลัง
                4. ปัสสาวะแสบขัด
                5. ปัสสาวะเป็นเลือด หรือสีน้ำล้างเนื้อ
                6. ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน
                7. ไม่มีกำลัง อ่อนเพลียง่าย
ถ้ามีสัญญานเตือนภัยอันหนึ่งอันใดข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
 
เอกสารชุดนี้เขียนขึ้นโดย คุณมิลเดรด ฟริดแมน และ นายแพทย์เอลี่ เอ ฟริดแมน สามีของเธอ สำหรับกองทุนโรคไตแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American Kidney Foundation) เรื่อง “Diabetes and the Kidneys” คุณมิลเดรด ฟริดแมน เป็นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับการแปลศัพท์เทคนิคและภาษาทางการแพทย์ เป็นภาษาธรรมดาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เธอเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องใช้อินซูลิน และได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไต นายแพทย์เอลี่ เอ ฟริดแมน เป็นศาสตราจารย์ทางด้านอายุรศาสตร์ และเป็นหัวหน้าหน่วยโรคไตที่ศูนย์การแพทย์ในเมืองบรุ๊คลิน และเป็นบรรณาธิการวารสารภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
  

แปลและเรียบเรียงโดย นพ. ธนิต จิรนันท์ธวัช
 
ด้วยความปรารถนาดีและขอให้กำลังใจผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง
 
สินค้าราคาพิเศษ